หัวข้อ อ มนตรี ระบบการเสริมพลัง ให้กับครูในการจัดการเรียน
0
comments
Posted in
ช่วงนี้แอร์เอเชียลดราคาพอดี ค่าตั๋ว 1690 บาท ไปกลับ สามพันนิดๆ น่าสนใจดีนะครับ น่าจะไปไฟล์ทเช้าสุด กลับไฟ
ล์ดึกสุด
เราจะไปลงโอจิมินทร์ นั่งรถเข้าที่พัก
รายละเอียดกการทัศนศึกษา เที่ยวโรงเรียน มหาวิทยาลัย
สถานที่ท่องเที่ยว
ละก้อเที่ยวกลางคืน ตามแหล่งท่องเที่ยว บันเทิง
0
comments
Posted in
บรรยาย 2 ตค 53
ร่าง สมศ รอบ สาม ออกแล้ว
ตัวบ่งชี้ประเมินผู้บริหาร
มีความรู้้ความสามารถในการบริหารจัดการ
มีวิสัยทัศน์
มีความสามารถในการตัดสินใจ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนานักเรียน บุคลากร และชุมชน
มีความรู้เรื่องหลักสูตร
มีความรู้เรื่องเป้าหมายการจัดการศึกษา
มีความสามารถในการนิเทศ กำกับติดตาม ประเมินผลการปฎิบัติงาน
มีความสามารถในการสร้างทีมงาน โดยการ นำครู ผู้ปกครอง ชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงาน
สามารถจัดการศึกษาได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
มีภาวะผู้นำ
มีความมุ่งมั่นต่อความสำเร็จในการทำงาน intension
เป็นแบบอย่างที่ดี
มีคุณธรรม จริยธรรม
อุทิศตนให้กับการทำงานอย่างต่อเนื่อง
มีความเมตตากรุณา
มีความยุติธรรม
มีความรับผิดชอบ
มีความซื่อสัตย์สุจริต
มีการปกครองที่ดี
ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว
ไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข สิ่งเสพติด
มีมนุษย์สัมพันธ์
เป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง
มีความเป็นประชาธิปไตย
เป็นผู้แสวงหาความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพผู้บริหาร
มีการครองตนที่ดี
มีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพครู
มีสุขภาพจิตที่ดี
แผนกลยุทธ์ 3- 5 ปี กำหนดทิศทางสถานศึกษา
กลยุทธ ภาพรวม ภาพกว้่าง
ย่อยมาเป็นแผนประจำปี
แผนประจำปี
แผนพัฒนาคุณภาพ
0
comments
Posted in
ติดต่อ เขียนโปแกรม
โอ หลานครูจรูญ ottowan@gmail.com 0879020640
ก้อง TOT iteasy@live.com
ข้อมูล สารสนเทศ
การประกันคุณภาพ
0
comments
Posted in
ดร.สุบิน ยุระรัช
subin.yu@spu.ac.th
หาบทความวิจัย ไม่ใช่บทความวิชาการ
history
research method
finding /result
สรุป present สัปดาห์ที่7
การดู abstract
research article /acadamic article สรุปสองหน้า พร้อมนำเสนอ 18 กันยายน
ส่งสำเนาวิจัยด้วย
ปัญหาวิจัย วิธีการ ข้อสรุป นำเสนอ 10 นาที
เขียนโครงร่างวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพ
please do not tell us how hard you work
but tell us how much you get things done
คุณภาพ เกิดจากความมุ่งมั่น ความพยายาม
iso มี ร้อยกว่า มาตรฐาน
หัวใจ การวัด คือเครื่องมือ
หัวใจ การประเมิน คือเกณฑ์
แผนที่ดีต้องมีเป้าหมาย
TQF กรอบคุณภาพบัณฑิต
0
comments
Posted in
คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ
ในการที่จะเล่น กีฬาให้ชำนาญจนมีความสามารถเป็นที่ยอมรับกัน และจนถึงขนาดชนะได้รางวัลนั้น นอกจากผู้เล่นจะต้องมีทักษะพื้นฐานที่ดีแล้ว ยังต้องฝึกฝนตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมออีกด้วย จะเห็นว่าผู้ประสบความสำเร็จและเป็นผู้ชนะมักจะมีสไตล์ในการเล่นที่แตกต่าง กัน ไม่มีสไตล์ไหนที่ชนะตลอดหรือแพ้ตลอด
ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องพยายามหาสไตล์การเล่นที่เหมาะกับตัวเราและมีความเชื่อมั่นว่าจะ ทำให้เราชนะในเกมการลงทุน และค่อยๆ พัฒนาจนมีสไตล์ของตนเอง ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ใครจะรู้ สไตล์การลงทุนของตัวคุณเองอาจจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคตก็ได้ นักลงทุนระดับ “ปรมาจารย์” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคุณสมบัติที่เหมือนๆ กันอยู่ 8 ประการด้วยกัน คือ
คุณสมบัติ #1 : มีความรอบรู้ (Breadth)
จากการศึกษาพบว่าผู้ประสบความสำเร็จในการ ลงทุนมักมีความกระตือรือร้น สนใจเรื่องราวต่างๆ รอบตัว นอกจากข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงแล้ว พวกเขายังให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆด้วย เช่น George Soros มีความสนใจเรื่องปรัชญาและได้เข้าไปทำกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับ การเมืองระดับโลกด้วย นักลงทุนที่ดีต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจที่หลากหลาย ไม่ตีกรอบตัวเองอยู่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะในโลกทุกวันนี้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ อย่างกว้างขวาง แม้แต่ประเทศที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง ก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมากและรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เช่น กรณีวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่เกิดกับประเทศไทยปี 2540 นั้นได้ส่งผลสะเทือนต่อระบบการเงินไปทั่วโลก เป็นต้น
คุณสมบัติ #2 : ช่างสังเกต (Observation)
นักลงทุนที่ดีควรจะสวมวิญญาณนักสืบ เป็นคนที่ช่างสังเกต ใส่ใจในรายละเอียด รวมทั้งต้องจดจำข้อมูลที่สำคัญๆ ของหุ้นต่างๆ ได้ ยิ่งคุณจำรายละเอียดได้มากเท่าใด คุณจะยิ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์ แยกแยะ รวมทั้งประเมินผลกระทบภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่น กล่าวกันว่า Warren Buffet นั้น เป็นคนช่างสังเกตและสามารถในการจดจำรายละเอียดของข้อมูลต่างๆ ของบริษัทที่เขาไปลงทุนได้มากมายอย่างน่าทึ่ง ราวกับว่าตัวเขาเป็นเหมือน “สารานุกรมเคลื่อนที่” ทีเดียว
คุณสมบัติ #3 : ไม่มีอคติ (Objectivity)
นักจิตวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นเป็น “สัตว์สังคม” เมื่อได้มารวมกลุ่มกันเข้าแล้ว เพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมกับผู้อื่น จึงมีความโน้มเอียงที่จะตัดสินใจทำเรื่องต่างๆ ในลักษณะที่คล้อยตามกระแสที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกัน ทำให้เกิดเป็นพฤติกรรม “สัญชาติญาณฝูงสัตว์” (herd instinct) เหมือนกับสัตว์ต่างๆ ที่มักจะคล้อยตามจ่าฝูง นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ และไม่ยอมให้ความคิดของตัวเองถูกครอบงำโดยกระแสของคนส่วนใหญ่ เพราะว่าความผิดพลาดเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถคาดคะเนได้ล่วงหน้า
คุณสมบัติ #4 : รักษาวินัย (Discipline)
นักลงทุนจะต้องมีความอดทนในการรอคอย เพราะโอกาสดีๆ หรือความคิดดีๆ สำหรับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน เช่น Warren Buffet นั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวินัยในการลงทุนสูงมาก เขาเคยบอกว่าเคล็ดไม่ลับของความสำเร็จในการลงทุนของเขาก็คือต้องรู้จักอดทน อดกลั้น รอคอยโอกาส ไม่ตัดสินใจตามกระแส และเมื่อโอกาสนั้นมาถึงต้อง “หวดให้สุดแรง” (ภาษานักเบสบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่คนอเมริกันชอบมาก) เพราะโอกาสดีๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของคนเรานั้น มีไม่บ่อยครั้งนัก
คุณสมบัติ #5 : มีความลึก (Depth)
โดยปกติ “ความลึก” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนเรามีสมาธิ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเพ่งความคิดให้แน่วแน่อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (focus) และสามารถคิดได้อย่างมีอิสระ Soros จะไม่ยอมให้มีใครรบกวนเลย เวลาที่เขาทำการซื้อขายอยู่ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเพราะมีข่าวใหญ่บางอย่างเข้ามากระทบ เขาก็ยังไม่ยอมให้ใครคนไหนเข้าพบเพื่อมาสรุปข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบให้ ฟัง จนกว่าเขาจะได้ “จัดการ” กับการลงทุนของเขาให้เรียบร้อยเสียก่อน
คุณสมบัติ #6 : มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
ในการลงทุน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจส่วนรวมของไทย เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจต่างๆ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สำคัญต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันด้วย มิฉะนั้นเขาจะไม่สามารถคว้าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ หรือไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อลดทอนความเสียหายได้
คุณสมบัติ #7 : มีฉันทะในสิ่งที่ทำ (Passion)
นักลงทุน ระดับปรมาจารย์ทุกคน “รัก” อาชีพการลงทุน พวกเขามีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ทำมากกว่าจะคิดเรื่องของผลตอบแทนที่ได้ Warren Buffet เคยพูดว่าตัวเขาเอง...Enjoy the process rather than the proceeds… รู้สึกสนุกกับการทำให้ “ได้ผล” มากกว่าจะคำนึงถึง “ผลได้”
คุณสมบัติ #8 : มีความยืดหยุ่น (Flexibility)
ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการ ลงทุนนั้น ต้องเปิดใจพร้อมที่จะยอมรับข้อมูลใหม่ๆ และโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าการที่ยึดติดกับความคิด/ความเชื่อบางอย่างตายตัวเกินไปอาจ เป็นการโยนทิ้งโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามา (“ตกเครื่องบิน”) หรือทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อการลงทุน (“เครื่อง บินตก”) ก็ได้ ประเด็นก็คือ นักลงทุนที่ประสบกับความสำเร็จจะต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง ถ้าหากพบว่ามีการตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องยอม “ตัดขาดทุน” (cut losses) เสียแต่เนิ่นๆ แต่เมื่อตัดสินใจถูกต้องแล้ว ก็ต้องรู้จักปล่อยให้ “กำไรเพิ่มพูน” (run profits) ด้วยการไม่รีบขายหุ้นนั้นทิ้งไปด้วย
Do and Don’t ในการลงทุน
1.ควรลงทุนอย่างมีความรู้ เพราะความไม่รู้ คือความเสี่ยง ความรู้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลงทุน
2.ควรพิจารณา Return และ Risk คู่กันเสมอ เพราะผลตอบแทนและความเสี่ยงจะเกิดขึ้นคู่กันเสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า High Return (always come with) High Risk การวิเคราะห์ผลตอบแทนเพียงด้านเดียวโดยไม่สนใจความเสี่ยง จะทำให้เข้าใจผิด หลงไปกับผลตอบแทนสูงที่ดูน่าลงทุน
3.ควรกระจายการลงทุน (Diversification) อย่างเหมาะสม การกระจายการลงทุนไปในหลักทรัพย์หลายประเภทและหลายรายการ ยังคงเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างดีในระดับหนึ่ง เพราะจะลดความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละหลักทรัพย์ลงได้
4.ควรจัดองค์ประกอบ ของหลักทรัพย์ที่ลงทุน (Portfolio) หรือ พอร์ต ให้เหมาะสมกับตัวเอง ทั้งด้านการเงิน lifestyle แผนการในอนาคต การวิเคราะห์และทำความเข้าใจตนเองอย่างรอบด้าน เพื่อจัดพอร์ตการลงทุนของตนเองเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ควรลงทุนตามคนอื่น เพราะแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวและมีความต้องการแตกต่างกัน
5.ควรตัดสินใจ ลงทุนอย่างสมดุล ไม่โลภและไม่ประมาทเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่กลัวจนเกินไป ความโลภและความประมาทมักทำให้เราเสี่ยงมากเกินไป ในขณะที่การกลัวไม่ยอมลงทุนก็อาจทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนเพียงพอตามที่ควรจะได้
ที่มา : http://edu.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=119&Itemid=103
0
comments
Posted in
EXECUTION get the right thing done
คำถาม สองข้อ ด้านที่ลุ่มลึก ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่ง เอก ก่อนสิ้นเดือน
0
comments
Posted in
การใช้ชีวิตคู่ ก็ต้องมีการทะเลาะกันบ้าง วันนี้มี 10 วิธี การทะเลาะกับคนรักอย่างสร้างสรรค์ จะได้ช่วยให้การทะเลาะไม่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักมาบอก...
1. ทะเลาะทีละเรื่อง อย่าขุดเอาความไม่พอใจเก่า ๆ ขึ้นมาพูดในทีเดียว เพราะแทนที่จะได้ข้อสรุปของหัวข้อที่ถกเถียงกันตั้งแต่แรก จะกลายเป็นการระเบิดสงครามอารมณ์ใส่กัน
2. อย่าจับผิดรายละเอียดเล็กน้อย อย่าเถียงกันว่าเขาลืมไปรับของสำคัญของคุณวันจันทร์หรือวันอังคาร ประเด็นคือ เขาลืมของสำคัญของคุณ ไม่ใช่ วันไหนที่เขาลืม
3. เริ่มต้นประโยคด้วยคำว่า ฉัน พูดว่า ฉันไม่พอใจเวลาคุณทำแบบนั้น แทนที่จะพูดว่า "คุณทำให้ฉันไม่พอใจเวลาทำแบบนั้น" การขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า คุณ จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกกล่าวโทษ ขณะการขึ้นต้นด้วยคำว่า ฉัน คือการบอกกล่าวความรู้สึกของคุณ
4. อย่าพูดว่า "ไม่เคย" "เสมอ" "ควร" และ "ไม่ควร" เพราะเป็นคำที่ฟังดูแข็งกระด้าง และมีแนวโน้มจะทำให้ผู้ฟังไม่พอใจได้ง่าย และเอาเข้าจริงมันก็ไม่ถูกเสมอไป
5. ใช้เหตุผลและความคิดเห็นที่เป็นของคุณ อย่าพยายามชักแม่น้ำทั้ง 5 ด้วยการเอาความคิดเห็นของคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พึงระลึกไว้เสมอว่า นี่เป็นเรื่องของคุณสองคนเท่านั้น
6. พยายามอยู่ในอิริยาบถผ่อนคลาย และอย่าลืมหยุดพักหายใจ การนั่งลงและอยู่ในอิริยาบถสบาย ๆ จะช่วยให้คุณสงบจิตสงบใจได้ดีกว่าการเดินพล่านไปทั่วห้อง
7. อย่าพูดคำหยาบคาย หรือด่าทอ การต่อว่าว่าเขาแสนจะขี้เกียจ อ้วนพุงพลุ้ย หรือคิดมากไม่เข้าเรื่อง ไม่เคยช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้เลย
8. พยายามสังเกตความรู้สึกของตัวเอง และบอกให้เขารับรู้ การบอกว่า "ฉันกลัวว่าคุณจะไม่รักฉัน" จะช่วยให้เขาเข้าใจคุณมากกว่าการพูดว่า " คุณทำตัวเหมือนไม่รักฉันเลย"
9. อย่าขัดคอ อย่าเถียงขึ้นมา ขณะอีกฝ่ายกำลังอธิบาย หรือเอาแต่พูดพล่ามยืดยาวอยู่ฝ่ายเดียว หรือไม่พูดอะไรเลยและหวังว่าจะให้เขาอ่านใจคุณออก
10. ขอเวลานอก หากคุณหรือใครคนใดคนหนึ่ง เริ่มรู้สึกรุนแรงจนอาจควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ควรหยุดการถกเถียงและแยกย้ายไปสงบจิตสงบใจสักพัก จนอารมณ์เย็นลงด้วยกันทั้งสองฝ่าย แล้วจึงค่อยมาปรับความเข้าใจกันใหม่
ถ้า ไม่อยากทำลายความสัมพันธ์ระหว่างทะเลาะกัน ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.
0
comments
Posted in
ทุนทางการศึกษา บริการสาธารณะ ต้นทุนด้านสังคม เงินเดือนครู สะท้อนค่าเสียเวลาของครู เงินเดือนครู ค่าหนังสือ อุปกรณ์ อะไรที่ใช้ประกอบการเรียน การสอน อาคารสถานที่ คิดค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา
ต้นทุนทางอ้อม การหารายได้ของครู
ต้นทุน ที่นักเรียนต้องแบกรับ
ค่าเล่าเรียน
ค่าหนังสือ
การลงทุนเพื่ออนาคต
สร้างรายได้ในอนาคต จากการศึกษา หารายได้ ข้อมูลจากการคำนวณ อนุกรมเวลา ของผู้จบการศึกษา แต่ละระดับ
age education earning profiles
Link เอกสารที่ อ. ใช้สอน http://www.iiep.unesco.org/en/information-services/publications/search-iiep-publications.html
0
comments
Posted in
นำเสนองาน กลุ่ม
NPV มูลค่าปัจจุบันสุทธิ
1. มูลค่า ปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value: NPV) คือผลต่างระหว่างมูลค่าปัจจุบันของผลการ ประหยัดต้นทุน พลังงาน จากมาตรการ ในรูปตัวเงินที่คาดว่าจะได้รับในแต่ละปี ตลอดอายุของโครงการ กับมูลค่าปัจจุบันของเงิน ที่จ่ายออกไป ภายใต้ โครงการที่กำลังพิจารณา ณ อัตราลดค่า (discount rate) หรือค่าของทุน (cost of capital) ที่กำหนดจากคำนิยามข้างต้น การคำนวณหามูลค่าปัจจุบันสุทธิ จะต้องทราบข้อมูลดังนี้
กระแสเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ กระแสเงินสดรับสุทธิรายปีตลอดอายุโครงการ ระยะเวลาของโครงการ อัตราลดค่าหรือค่าของทุนของธุรกิจ จากสูตร
ในที่นี้
n = อายุของ โครงการ(ปี) ESt = ต้นทุนพลังงาน ที่ประหยัดได้ (energy cost savings) รายปี ตั้งแต่ปลายปีที่ 1 ถึง n Io = เงินจ่ายลงทุน ตอนเริ่มโครงการ(total investment) i = อัตราลดค่า (discount rate)
ค่าของทุนที่ใช้เป็นอัตราลดค่า (discount rate) จะมีค่าเดียวกันตลอดอายุโครงการ และ ขึ้นอยู่กับ อัตราดอกเบี้ยของตลาด ที่ผู้ลงทุนเผชิญอยู่ ซึ่งค่าที่เป็น base case อย่างน้อยควรมีค่าของทุนเท่ากับ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่ผู้ลงทุนได้รับ ในการ เลือกโครงการ ค่า NPV จะแสดงให้เห็นว่าโครงการที่กำลังพิจารณา มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ ของการลงทุนเป็น มูลค่า เท่าไรเมื่อสิ้นสุดโครงการ ถ้าค่า NPV มีค่าเป็นบวกแสดงว่าโครงการดังกล่าว สมควรที่จะลงทุน และเลือกโครงการที่ให้ค่า NPV เป็นบวกสูงที่สุด แต่การใช้ NPVเพียงอย่างเดียวอาจทำให้มีข้อจำกัดในการตัดสินใจ เลือกโครงการได้ ในกรณีที่โครงการมี ขนาดต่างกัน แต่ให้ค่า NPV ที่เป็นบวกเท่ากัน ดังนั้น การตัดสินใจให้การสนับสนุน ควรจะต้องนำเครื่องมืออื่น มาประกอบการ พิจารณา ควบคู่ไปกับการใช้ค่า NPV
2. อัตราผลตอบแทน ภายใน (Internal Rate of Return: IRR) หมายถึงอัตราลดค่า (discount rate) ที่ทำให้มูลค่าปัจจุบัน ของกระแสเงินสด ที่คาดว่าจะต้องจ่ายในการลงทุน เท่ากับมูลค่าปัจจุบัน ของกระแส เงินสด ที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินการ ประหยัดพลังงาน ตลอดอายุ โครงการ จากคำนิยามข้างต้น การคำนวณหา อัตราผลตอบแทนลดค่า จะต้องทราบข้อมูลดังนี้
กระแสเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ กระแสเงินสดรับสุทธิรายปีตลอดอายุโครงการ ระยะเวลาของโครงการ จากสูตรภายใต้ข้อสมมติว่าไม่มี มูลค่าซากและเงินลงทุนสุทธิเท่ากับต้นทุนทางบัญชี
จากสูตร
ในที่นี้
n = อายุของ โครงการ(ปี) ESt = ต้นทุนพลังงาน ที่ประหยัดได้ (energy cost savings) รายปี ตั้งแต่ปลายปีที่ 1 ถึง n Io = เงินจ่ายลงทุน ตอนเริ่มโครงการ(total investment) IRR = อัตราผลตอบแทน ภายใน (internal rate of return)
การคำนวณหาค่า IRR ก็คือการหาค่า discount rate ที่ทำให้ NPV มีค่าเท่ากับศูนย์ นั่นเอง ถ้าค่า IRR มากกว่า หรือ เท่ากับ ค่าของทุน discount rate (i) ที่ผู้ลงทุนเลือกใช้เป็นจุดตัดสินใจ ก็ถือได้ว่า โครงการ ดังกล่าว เป็นโครงการที่น่าลงทุน โดยทั่วไปแล้ว ทั้งวิธีในการประเมินโครงการจากค่า IRR และ NPV จะให้ผล การตัดสินใจรับโครงการ หรือปฏิเสธโครงการ เป็นไปในทำนองเดียวกัน แต่ในบางกรณี ที่ใช้ข้อ สมมติ เช่น การนำเงินที่ได้ในแต่ละปี ไปลงทุนใหม่(reinvestment) หรือการใช้ วิธีหักค่าเสื่อมราคา แบบ Double-declining Balance Method แทนแบบ Straight LineMethod ก็อาจ ทำให้คำตอบ ที่ได้จากทั้ง 2 วิธีขัดแย้งกันได้ ดังนั้น การพิจารณาประเมินโครงการลงทุนจากทั้ง 2 วิธีจึงต้องคำนึงถึง ข้อสมมติ ที่ใช้ในการคำนวณ ด้วยเช่นกัน
3. งวดเวลาคืนทุน (Payback Period: PB) คือ ระยะเวลา (เป็นจำนวนปี /เดือน หรือวัน) ที่กระแส เงินสด รับจากโครงการ สามารถชดเชย กระแสเงินสดจ่าย ลงทุนสุทธิตอนเริ่มโครงการ พอดี เนื่องจาก โครงการที่ขอ รับการสนับสนุน จะมีลักษณะการลงทุน เพียงครั้งเดียว ในปีแรก และให้ผลตอบแทน ที่เท่ากันทุกปี การหาค่า PB สามารถทำได้ 2 วิธี คือ ก. Static method
ข. Dynamic method
ค่า PB ที่ได้จากทั้ง 2 วิธี จะมีความแตกต่างกัน โดยค่าจาก Static method จะให้งวดเวลาคืนทุน เร็วกว่า Dynamic method เนื่องจาก Dynamic method จะใช้การคำนวณค่า แบบสะสม จากมูลค่าปัจจุบัน ของ ต้นทุน พลังงานที่ประหยัดได้ ซึ่งคิดอัตราลดค่า (discount rate) ในการเลือก โครงการ ค่า PB จะแสดงให้เห็นว่า ต้องใช้เวลานาน เพียงใดในการได้ทุนคืน ถ้าสามารถได้ทุนคืนเร็ว โครงการ ก็จะน่าสนใจ วิธีดังกล่าว จะมีข้อเสีย ในการเลือกโครงการ คือ วิธีนี้จะไม่ให้ความสนใจ ถึงเงินเข้าสุทธิในส่วนที่ได้หลังจากช่วงเวลา คืนทุนแล้ว ซึ่งอาจจะมีผลตอบแทนภายหลังมากกว่าโครงการที่มี PB เร็วก็ได้ แต่ PB สำหรับการประเมินโครงการ ของกองทุนฯ สามารถนำมาใช้ พิจารณาได้เนื่องจาก ลักษณะโครงการที่ขอการสนับสนุน จะให้ผลการประหยัดพลังงาน ที่เท่ากันตลอดอายุ ของโครงการ
0
comments
Posted in
คำศัพท์และสำนวน เกี่ยวกับการศึกษาที่ควรรู้ |
| bottom line พื้นฐานในเรื่องต่าง ๆ เช่น bottom-line ของการจัดการศึกษา หมายถึงพื้นฐานของการจัดการศึกษา ได้แก่ การเรียนรู้ของผู้เรียน สาระการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต เป็นต้น handicap เป็นคำนามแปลว่าข้อเสียเปรียบ การไม่มีโอกาสเท่าเทียมกัน เช่น การจัดการศึกษาให้ไม่มี handicap หมายถึง การจัดการศึกษาให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ได้สูงสุดตามศักยภาพและความ ต้องการของแต่ละคนโดยไม่มีข้อเสียเปรียบ release brain power แปลว่า การปลดปล่อยพลังสมอง หมายถึง การจัดกระบวนการเรียนการสอนที่สนับสนุน ส่งเสริม การสร้างจินตนาการของเด็กให้มีอิสระในการคิดอย่างเต็มที่ โดยไม่ยึดติดอยู่กับกรอบเดิม (เนื้อหาสาระ ทฤษฎี ตำรา ฯลฯ) เพื่อให้มีพลังขับเคลื่อนความคิดสู่โลกแห่งการเรียนรู้ที่กว้างไกล ICL : Innovative Computing Laboratory การเรียนรู้ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีนวัตกรรมและคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ตามศักยภาพและความต้องการของแต่ละคน rote memory เป็นการเรียนแบบเน้นให้นักเรียนท่องจำ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเข้าใจสาระ นั้น ๆ เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ต่างจาก Insight Learning ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ต้องทำความเข้าใจกับเนื้อหาสาระให้ลึกซึ้ง Linear Learning เป็นระบบการเรียนการสอนที่จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเรียนตามลำดับขั้นจาก เรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง เช่น อาจเรียนจากเรื่องง่ายไปหายาก เรียนตามลำดับเหตุการณ์ เป็นต้น Parallel Learning เป็นระบบการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเรียนรู้ในสิ่งที่สัมพันธ์กันไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะสาระสำคัญจากเรื่องต่าง ๆ เป็นลักษณะของการบูรณาการขั้นต้น Distance Learning เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ผู้เรียนและผู้สอนอยู่ห่างกันด้วยระยะทาง การสื่อสารทางการเรียนการสอนทำได้โดยผ่านสื่อโทรทัศน์ โทรศัพท์ เอกสาร เช่นคู่มือต่าง ๆ ฯลฯ ดาวเทียม เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนได้มีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคในการเรียนรู้ E – Learning เป็นการเรียนรู้โดยผ่านสื่ออิเล็คทรอนิคส์ (Electronic Learning) ด้วยการใช้ระบบออนไลน์ (ระบบโทรคมนาคมและเครือข่ายคอมพิวเตอร์) Smart card คือ บัตรอิเลคทรอนิคส์ ที่ใช้ทำงานหลาย ๆ อย่างได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เช่น บัตรประชาชนที่เป็น Smart card หมายถึง บัตรที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ของตัวเจ้าของบัตรไว้ สามารถทราบหรือค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ของเจ้าของบัตรนั้นได้ Access แปลว่าการเข้าถึง หมายถึง การมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องนั้น ๆ อย่างเต็มที่เช่นในการเข้าถึงแหล่งทุน การเข้าถึงการศึกษา เป็นต้น Bio- Informatic การผสมผสานเทคโนโลยีทางด้านชีววิทยากับเทคโนโลยีทางด้านข่าวสาร CEO : Chief Executive Officer ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรที่มีอำนาจในการตัดสินใจสั่งการบังคับบัญชาองค์กร อย่างเต็มที่ และมีความรับผิดชอบปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในองค์การ CIO : Chief Information Officer ผู้บริหารสูงสุดด้านสารสนเทศ CFO : Chief Financial Officer ผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน หมายถึง การบริหารการเงินทั้งในปัจจุบันและอนาคต CPLO : Cabinet and Parliamentary Liaison Officer ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ในการประสานการจัดทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี การขอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี การประสานการเสนอร่างกฎหมายและติดตามกฎหมาย เป็นต้น Equity การใช้ดุลพินิจ หรือหลักความยุติธรรม ไม่เอนเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง การดำเนินการที่ชอบด้วยเหตุผล เช่น ราคายุติธรรม กรรมการตัดสินอย่างยุติธรรม เป็นต้น Equality ความเท่าเทียมกัน หมายถึง การมีโอกาสที่จะได้รับความเสมอภาคเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ E – Government :Electronic Government เป็นรัฐบาลที่ให้บริการประชาชนได้ในเวลาอันรวดเร็ว ขั้นตอนการทำงานลดลง โดยการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการให้บริการแก่ประชาชน E – Commerce : Electronic Commerce การทำการค้าโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น การโฆษณา การต่อรอง การสั่งซื้อ ฯลฯ E – Province : Electronic Province หมายถึง จังหวัดที่ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกจังหวัดรวมทั้งการให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต GMS (Greater Mekong Subregion) ประเทศที่อยู่ติดลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ ประเทศไทย พม่า ลาว เขมร เวียดนาม และจีนยูนาน ASEM (Asia Europe Ministerial Meeting) การประชุมร่วมกันระหว่างประเทศในทวีปเอเชียและทวีปยุโรปในเรื่องเกี่ยวกับ เศรษฐกิจ เช่น เรื่องเขตการค้าเสรี ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ฯลฯ SML (Small, Medium and Large) เป็นนโยบายของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณไปช่วยแก้ปัญหาในระดับหมู่บ้านที่ เป็นปัญหาส่วนรวมโดยจัดงบประมาณให้ตามขนาดของหมู่บ้าน 3 ขนาด คือ ขนาดเล็กได้สองแสนบาท ขนาดกลางได้สองแสนห้าหมื่นบาท และขนาดใหญ่ได้ 3 แสนบาท Uninet ระบบต่อเชื่อมแต่ละมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกันโดยใช้เครือข่าย internet เพื่อสะดวกในการติดต่อ ประสานงาน ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น Nano Technology เป็นศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งเล็ก ๆ ของระบบประสาทที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างชีวภาพกับเทคโนโลยีซึ่งต่างประเทศได้ ศึกษาเกี่ยวกับการนำระบบประสาทมาควบคุมเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูง Neuro Science & Cognitive Science ศาสตร์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทางระบบประสาท Computational Biology คือ การเอาศาสตร์ด้าน IT ผนวกกับศาสตร์ด้าน Biology ทำให้สามารถวิเคราะห์ยีนส์ ดีเอ็นเอ หรือพฤติกรรมของยีนส์ หรือ ดีเอ็นเอได้หมด เช่นจะทำให้รู้ว่าโรคติดต่อกันอย่างไร? ซึ่งจะนำมาสู่วิธีป้องกันรักษา FAX : Facsimile transmission การส่งเอกสารโดยใช้โทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องส่ง/รับเอกสาร สามารถส่งเอกสารได้อย่างรวดเร็ว จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งโดยมีสำเนาเหมือนเอกสารต้นฉบับ Experiential Learning กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์โดยการให้ผู้เรียนได้เผชิญกับสภาพจริง หรือสภาพคล้ายจริงเพื่อจะได้ฝึกการวิเคราะห์ ตัดสินใจ และแก้ไขปัญหา ฯลฯ ในสถานการณ์นั้น ๆ ได้ Equal pay หลักการที่ว่าผู้ชายและผู้หญิงที่ทำงานเท่ากันควรจะได้รับผลตอบแทนเท่ากัน Brain based Learning การเรียนรู้ตามการพัฒนาการของสมอง kick - off การเริ่มต้นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (รากศัพท์มาจากการเขี่ยเริ่มต้นการแข่งขันฟุตบอล kick - off campaign กระบวนการเริ่มต้นดำเนินการตามวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะเจาะจงในด้านสังคม ด้านการพาณิชย์หรือด้านการเมือง เช่น การเริ่มต้นรณรงค์การเลือกตั้งของรัฐบาล เป็นต้น Learning by Doing เรียนไปปฏิบัติไป Access for all ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้โดยไม่มีช่องว่าง ระหว่างคนจนกับคนรวย ถ้าคนมีปัญญา มีสมอง มีความสามารถที่จะเรียนหนังสือได้ เรียนได้เท่าไรเรียนไปเลย Income Contingent Loan (ICL) การให้เงินกู้เพื่อการศึกษาที่ผูกติดกับรายได้ในอนาคต soft structure โครงสร้างที่สามารถปรับปรุงและยืดหยุ่นได้ Global citizen พลเมืองโลก life long learning การเรียนรู้ตลอดชีวิต Boston Model เป็นรูปแบบการจำแนกประเภทธุรกิจ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร พูดถึงบ่อย ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบของบริษัท Boston Consultancy Group Matrix ที่ได้จำแนกธุรกิจออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ • Problem Child ธุรกิจที่มีการขยายตัวสูง มีการลงทุนมากแต่ตลาด มีการขยายตัวน้อย • Star ธุรกิจที่มีการขยายตัวสูงและตลาดมีการขยายตัวมากเช่นกัน เป็นธุรกิจที่จะต้องรีบเร่งดำเนินการ • Cash Cow เป็นธุรกิจที่มีการขยายตัวสูง และมีตลาดมากในอดีต แต่ ปัจจุบันตลาดยายตัวน้อยลง เพราะมีคู่แข่งมาก • Dog เป็นธุรกิจที่หมดโอกาส ไม่มีการขยายตัวทั้งการลงทุนและตลาด "เอาตัวSเข้ามาเกี่ยว" อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยไม่รอให้เศรษฐกิจชะลอตัว คำว่าตัว S หมายถึง กราฟที่มีชื่อว่าSigmoid Curve แสดงถึงพัฒนาการของสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะไม่รอที่จะทำอะไรในช่วงขาลง แต่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่องที่เป็นขาขึ้น เหมือนกับเอาตัว S อีกตัวเข้ามาเกี่ยว ดังนี้ S Logistics เป็นกระบวนการวางแผน การนำไปใช้งานพร้อมกับการควบคุมการไหลอย่างมีประสิทธิภาพและการเคลื่อนที่ พร้อมด้วยการจัดเก็บของวัตถุดิบ สินค้าคงคลัง ระหว่างกระบวนการสินค้าสำเร็จรูปและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง นับจากจุดเริ่มต้นของการจัดหา จนถึงจุดของการบริโภค โดยมีความมุ่งหมายที่จะให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค Teacher teaching ครูเป็นผู้สอน Learner learning นักเรียนเป็นผู้เรียน Living Library ห้องสมุดที่มีชีวิตชีวา Knowledge Based Economy ระบบเศรษฐกิจที่อาศัยฐานความรู้ Intellectual Property ทรัพย์สินทางปัญญา blueprint การวางต้นแบบใหม่ให้เด็กไทย |
0
comments
Posted in
โดยเงื่อนไขพิเศษวันนี้ แคมเปญเดียวกันกับ Motor Show โดยคร่าวๆ จะมีประกันภัยชั้น 1 Premium Protection By Nissan
พร้อมของแถมอีกหลายรายการ
โดยอุปกรณ์ตกแต่งจะได้รับการติดตั้งจากช่างที่ชำนาญ โดยมีการดูแลรถของท่านอย่างละเอียดโดยผมจะทำการดูแลอย่างดีที่สุดในทุกขั้น ตอน
สนใจอยากทราบเงื่อนไขสามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ 083-9850005 วิทยา ( โอ๋ ) หรือ e-mail nissan_wittaya@hotmail.com
Nissan Krungthai สำนักงานใหญ่ (รามอินทรา) ยินดีให้บริการคับ ขอบคุณมากคับ
รุ่น 200XL ราคา 1,209,000 บาท
รุ่น 200XL SPORTS SERIES NAVI ราคา 1,326,000 บาท
รุ่น 250XV-V6 ราคา 1,499,000 บาท
รุ่น 250XV-V6 SUNROOF ราคา 1,549,000 บาท
รุ่น 250XV-V6 NAVI ราคา 1,599,000 บาท
รุ่น 250XV-V6 SUNROOF NAVI ราคา 1,649,000 บาท
รุ่น 250XV-V6 SPORTS SERIES SUNROOF NAVI ราคา 1,666,000 บาท
สีขาวมุกเพิ่มค่าสี 12,000 บาท
แถม ประกันชั้นหนึ่งทุกรุ่น
ส่วนลดและของแถม แต่ละรุ่นจะไม่เท่ากัน กรุณาโทรสอบถามก่อนนะค่ะ คุณนก 086-327-0387
E-mail : birt0387@hotmail.com
รับเทิร์นรถเก่า ทุกยี่ห้อใ้ห้ราึสูงแน่นอน ปรึกษาได้ทุกกรณี
จาก ก๊อต 0878334170 , 0863350118
1.Nissan Teana 2.0 XL 1,209,000 บาท
Nissan Teana 2.0 XL (Sport series) 1,326,000 บาท
ส่วนลด
-ส่วนลด 12,000บาท
ของแถม
-ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี (วิริยะประกันภัย)
-ฟิล์ม กรองแสง Lamina,3M,Hi-Cool (เลือกได้)
-ผ้ายางปูพื้น (เข้ารูป)
-กรอบ ป้ายทะเบียน
-พ่นกันสนิม
-เคลือบสี
-คูปองเช็คระยะฟรี 6 ครั้ง
-ที่ บังแดดหน้ารถ
-หมอนผ้าห่ม (2in1)
-ปลอกปลายท่อไอเสียโครเมี่ยม
-คิ้ว กันสาด
-ถาดวางของท้ายรถ
-ตาข่ายกั้นสำภาระท้ายรถ
-ยางหุ้มรีโมท ส้ม,เขียว,ดำ (เลือกได้)
-ปลอกหุ้มเข็มขัดนิรภัย
-ผ้าคลุมรถ
-ชุด คิ้วบันไดสแตนเลสเรืองแสง
***หรือ เลือกรับส่วนลดทันที 35,000 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี(วิริยะประกันภัย)
2.Nissan Teana 2.5 XV-V6 1,499,000 บาท
Nissan Teana 2.5 XV-V6 Sunroof 1,549,000 บาท
Nissan Teana 2.5 XV-V6 Navi 1,599,000 บาท
Nissan Teana 2.5 XV-V6 Sunroof+ Navi 1,649,000 บาท
Nissan Teana 2.5 XV-V6 Sunroof+ Navi (Sport Series) 1,666,000 บาท
ส่วนลด
-ส่วนลด 17,000บาท
ของแถม
-ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี (วิริยะประกันภัย)
-ฟิล์ม กรองแสง Lamina, 3M, Hi-Cool (เลือกได้)
-ผ้ายางปูพื้น (เข้ารูป)
-กรอบ ป้ายทะเบียน
-พ่นกันสนิม
-เคลือบสี
-คูปองเช็คระยะฟรี 6 ครั้ง
-ที่ บังแดดหน้ารถ
-หมอนผ้าห่ม (2in1)
-ปลอกปลายท่อไอเสียโครเมี่ยม
-คิ้ว กันสาด
-ถาดวางของท้ายรถ
-ตาข่ายกั้นสำภาระท้ายรถ
-ยางหุ้มรีโมท ส้ม, เขียว, ดำ (เลือกได้)
-ปลอกหุ้มเข็มขัดนิรภัย
-ผ้าคลุมรถ
-ชุด คิ้วบันไดสแตนเลสเรืองแสง
***หรือ เลือกรับส่วนลดทันที 40,000 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี (วิริยะประกันภัย)
สนใจติดต่อ กิตติศักดิ์ (หมู) Tel.086-322-7883
บริษัท สยามนิสสัน บีเคเค จำกัด (ตรงข้ามซอย สุขุมวิท 107)
www.siamnissanbkk.com
ออกรถ Teana ทุกรุ่น ดาวน์0% ดอกเบี้ย0% ฟรีค่างวด ฟรีคูปองน้ำมัน ฃองแถม 30 รายการ ติดต่อ หมวย 086-9707713
0
comments
Posted in
การวิเคราะห์ ผลตอบแทนการลงทุน
การวิเคราะห์ และประเมินผลด้านการศึกษา ใช้ เงิน ก้อนใหญ่
1 cost benefit analysis การวิเคราะห์ผลตอบแทนการลงทุน
ชี้วัด ได้ นโยบาย มาตรการ
โครงการลงทุน ประเมินผลได้เป็นเงินที่ชัดเจน
2 cost effectiveness analysis ผลตีเป็นเงินไม่ได้ คุณภาพการศึกษา คุณภาพนักเรียน มันท้าทาย เอาอไรเป็นตั้วตั้ง สัมฤทธิผล
3 การวิเคราะห์ ความคุ้มค่า money worth analysis
งานส่ง บ่าย เสาร์หน้า
cost benefit ทุกอย่างใช้เงิน การสร้างโรงเรียน การลงทุน
cf =cashflow
time value of money ค่าเวลาของเงิน ค่าเสียโอกาส การใช้เงินที่จะทำให้ผลตอบแทนสูงกว่า อย่างต่ำคืออัตราเงินเฟ้อ
0
comments
Posted in
where to go
How to go
ยุทธศาสตร์
แผนงาน
ทรัพยากร ที่ต้องการใช้ผลักดัน แผนงาน
4m man money meterial management
งบ รัฐ เอกชน เงิน เจ้าของ
การจัดสรรทรัพยากร ด้านไหนอย่างไร
การใช้
การประเมิน
ทรัพยากร จากชุมชน ภูมิปัญญา ชาวบ้าน
เป็นการบริหารงบประมาณ การเงิน การประเมินผล
ระดับชาติ กับ ระดับสถานศึกษา
3 บทบาท ประมาณการ รายรับ รายจ่าย
กำหนดงาน งบประมาณ 1 ปี
องค์ความรู้ ที่นำไปใช้
อังกฤษ ไม่เรียน คุยกับอาจารย์เลย
อเมริกา เรียน สอบ หลายรอบ มีการเรียนการสอน
การเรียน มุ่งไปสู่ เป้าหมาย วิทยานิพนธ์
การลงทุนทางการศึกษา
งบประจำ เบิกจ่าย เกือบ 100%
งบลงทุน เบิกจ่าย ประมาณ 85 %
0
comments
Posted in
ข้อหนึ่ง
เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปี ๆ หรือเป็นสิบ ๆ ปี ในใจของคนจนนั้น เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวยนั้น เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็น เวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง
ข้อสอง
คนรวย พูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มี แนวความคิดดี ๆ หรือมีมุมมองต่าง ๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น
ข้อสาม
คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้อาจจะมาจากการที่คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลางที่ มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ได้
ข้อ สี่
คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถ สร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความ ผันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้ม ค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
ข้อ ห้า
คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริง ๆ เพราะในความรู้สึกของผมเอง การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ ๆ และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไปเพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำ ไปสู่ความร่ำรวยได้
ข้อหก
คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลางนั้นมักจะไม่กล้าเสี่ยงและอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อย กว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้
ข้อ เจ็ด
คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ไม่ค่อย บอกหรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต
ข้อแปด
คนรวยมีแหล่งรายได้หลาก หลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนใน ทรัพย์สินหลาย ๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็น หลัก
ข้อเก้า
คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน โดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้อง เสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขา จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง
และ สุดท้าย ข้อสิบ
คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจเช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ?
0
comments
Posted in
หากอยากเพิ่มระดับความสามารถทางการเงิน ขาหมู คิดว่าประมาณนี้นะคะ เพราะส่วนตัวก็เป็นคนชั้นกลางธรรมดา
กำลังพยายาม อยู่
ข้อ 1 คิดให้ยาวกว่าเดิม คิดไปเป็น 5 ปี 10 ปีเลยว่าเราจะต้องกินอยู่ยังไง จะทำยังไงให้ไปถึงจุดนั้นได้ วางแผนกันยาว ๆ ไปเลย
ข้อ 2 เลิกความอยากมีอยากได้ ในสิ่งของที่ไม่จำเป็น เก็บเงินให้ได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่ต้องสนใจความมีหน้ามีตาให้สังคมชนชั้นกลางมากนัก
ข้อ 3 แสวงหาสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิตให้มากขึ้น รู้จักคนเยอะขึ้น ฟังเยอะขึ้น อ่านเยอะขึ้น หากเจอสิ่งที่น่าทำ สนใจจะทำ คิดให้ดีแล้วทำเลย
ข้อ 4 ไม่มีอคติกับเรื่องใด ๆ หัดมองทุกอย่างใน 2 แง่เสมอทั้งดีทั้งไม่ดี
หาก มองเห็นจุดที่ควรเข้าไป ก็เข้า อยากทำ คิดแล้วทำ กล้าเสี่ยงแต่ก็เตรียมแผนรองรับความเสี่ยงด้วย
ข้อ 5 อ่านหนังสือ ศึกษาการบริการเงิน การออมเงิน การเพิ่มจำนวนเงิน ศึกษาให้มาก ๆ ยิ่งอ่านเยอะยิ่งเป็นกำลังใจ ให้เราตั้งใจทำได้
ข้อ 6 เราได้ค่าจ้างมาแล้ว บริหารเงินจำนวนนั้นต่อ เก็บเท่าไหร่ กินเท่าไหร่
เอา ไปลงทุนต่ออย่างอื่นได้เท่าไหร่ อย่าใช้จนหมด
ข้อ 7 ทำบุญบ้าง มีน้อย ทำน้อย มีมาก ทำมาก
ข้อ 8 พยายามหาแหล่งรายได้ที่แหล่งอื่น ๆ เช่น ทำงานจันทร์-ศุกร์ ลงทุนหุ้นจันทร์-ศุกร์ ลงทุนกองทุน เสาร์-อาทิตย์ค้าขาย สอนพิเศษ เป็นต้น
ข้อ 9 ขาหมูยังคิดว่าการเพิ่มจำนวนเงินเดือนยังจำเป็นอยู่ แต่เมื่อเงินเดือนเพิ่มแล้ว ก็เอาส่วนที่เหลือไปลงทุนต่อในส่วนอื่น ๆ เพิ่มทางเลือกการลงทุกไปเรื่อย ๆ ตามแต่ถนัด
ข้อ 10 ต่อต้านการเป็นหนี้ ไม่มีก็ไม่ต้องอยากได้ จำเป็นถึงจะซื้อ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเกลือเรียกพี่นะจ๊ะ เอาพอดี ๆ คิดให้เยอะก่อนจ่ายเงินทุกบาท
0
comments
Posted in
เมืิ่อวาน ไปร้องเพลง กล่าวคำ ในพิธี โดนคอมเมนต์ พูดเร็ว ตัว ร ล หาย ไปเลย เหอๆๆ คง เพราะ ไฮ้เนเก้นอ่ะเนาะ วางแผนสัมนางานวิจัยได้ละ การบ้าน สามงาน ต้องทำส่ง ละก้อ เสาร์นี้สอบ ด้วย อาทิตย์ ไป มหาลัย พบปะ กับ นักสึกษา รุ่น ใหม่ กลายเป็นรุ่นพี่ไปละ รุ่นใหม่ มีนักบินด้วย มี คนทำงานดีๆเยอะ เหมือนกัน เห็นว่า มี สิบห้าคน คงต้องไปทำความรู้จักทักทาย วันเสาร์ที่ผ่านมาเรียน เกี่ยวกับปฎิรูป รอบสอง รอบแรกที่ไม่สำเร็จ ประเด็นหลักๆ น่าจะอยู่ที่ตัวผู้ปฎิบัติ รอบสองก็เลย มาหาวิธีแก้ จริงๆแล้ว หากครู มุ่งมั่น จริงจังผลสัมฤทธิ์ ต่อตัวนักเรียน คงจะดีกว่านี้ เดี๋ยวเราคงจะ มาสร้างตรงนี้ในโรงเรียนเราด้วย
1 comments
Posted in
*
จัดทำแผนภาพแสดงหน้าที่
*
ตรวจสอบ
*
จัดทำหน่วยสมรรถนะ
*
จัดทำเกณฑ์การ ปฏิบัติงาน
*
ตรวจสอบ
*
ทดลองใช้
*
เขียนแนวทางการประเมิน
*
กำหนดร่องรอย หลักฐาน
*
ทดลองใช้
*
เอาไปใช้เป็นมาตรฐาน
1 จัดทำแผนภาพ แสดงหน้าที่ (Functional Mapping)
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการกำหนดแผนภาพแสดงหน้าที่ ของอุตสาหกรรมนั้นหรือองค์กรต่าง ๆ โดยแบ่งหน้าที่หลัก (Function) ขององค์กรหรืออุตสาหกรรมไม่ใช่แบ่งตามโครงสร้าง (Organization Structure) แต่แบ่งตามหน้าที่หลักที่องค์กรต้องทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของ องค์กร เช่น สถาบันการศึกษา หน้าที่หลักก็ได้แก่ การวางแผน การวิจัย การ จัดการสอน การประเมินผล การดูแลอาคารสถานที่ การจัดทำสื่อ เป็นต้น โดยขั้นตอนนี้ จะใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และใช้วิธีสำรวจจากเอกสาร ข้อมูลเบื้องต้น หรือจัดให้มีกลุ่มสัมมนา (Workgroup) เพื่อระดมสมองก็ได้ บางครั้งในอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ อาจใช้แบบสอบถามไปยังองค์กรที่เกี่ยวข้อง และรวบรวมข้อมูลทั้งหมด โดยผู้ทำหน้าที่ในขั้นตอนนี้เป็นทีมงานที่ได้รับแต่งตั้งที่ต้องมี ความสามารถในการประสานงานและมีเวลาที่จะทำหน้าที่นี้ จากผู้แทนขององค์กรต่าง ๆ และผู้เชี่ยวชาญจากสถานศึกษาร่วมกัน
ขั้นตอนนี้เริ่มต้นโดยการกำหนดภารกิจหลัก (Mission) ของอุตสาหกรรมหรือองค์กรนั้นและต้องตกลง กันให้ได้ก่อนว่าเป็นความเห็นร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและตีความต่าง กันภายหลัง อันจะสร้างปัญหาในขั้นตอนต่อไป เช่น ภาระกิจหลักของอุตสาหกรรมค้าปลีก (Retail Industry) ได้แก่ “การให้บริการสินค้าอุปโภคบริโภคแก่ลูกค้าเพื่อความพึงพอใจสูงสุด” การที่ อุตสาหกรรมค้าปลีกกำหนดเช่นนี้ ก็ต้องการกำหนดขอบเขตหน้าที่ที่ชัดเจนว่าจะทำหน้าที่ให้บริการสินค้า เท่านั้นไม่ใช้ทำหน้าที่ผลิตด้วยและที่กำหนดว่า “แก่ลูกค้า” แสดงถึงการให้บริการแก่ผู้บริโภคโดยตรง ไม่ใช่เน้นการให้บริการแก่ธุรกิจอื่น ๆ เป็นหลัก
เมื่อได้ภารกิจหลักแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็พิจารณาถึงหน้าที่ (Function) ของอุตสาหกรรมนั้น (หรือองค์กร) ว่ามีหน้าที่หลักอะไรบ้างโดยเน้นเฉพาะภารกิจหลักที่สำคัญเท่านั้น เช่น อุตสาหกรรมค้าปลีกหน้าที่หลักได้แก่ การจัดการสินค้า การจัดการโลจิสติก การขายสินค้า การบริการลูกค้า การจัดการการเงิน เป็นต้น
ขั้นตอนการจัดทำแผนภาพหน้าที่ของอุตสาหกรรมหรือองค์กรนั้น เป็นขั้นตอนที่สำคัญ ที่มีผลต่อขั้นตอนการจัดทำในขั้นต่อไป ถ้าผิดพลาดก็จะทำให้การกำหนดหน้าที่ในขั้นต่อไปผิดพลาดด้วย ซึ่งวิธีการจัดทำแผนภาพหน้าที่นี้ แสดงให้เห็นว่าเทคนิควิเคราะห์หน้าที่ (Functional Analysis) เป็นวิธีการแบบบนลงล่าง (Top Down) ไม่ใช่จากล่างขึ้นบน (Bottom up)
2 ขั้นตอนการตรวจสอบ
ขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเอาแผนภาพแสดงหน้าที่ (Functional Map) ที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 ให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอีกครั้งว่าถูกต้องหรือไม่ มีบางหน้าที่หายไปหรือการใช้ภาษาที่อาจจะครอบคลุมเพียงพอ โดยการให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมให้ความเห็น แก้ไขและให้ผู้จัดทำได้ชี้แจงถึงเหตุและผลของการจัดทำ สิ่งที่จะได้จากขั้น ตอนนี้ นอกจากจะได้แผนภาพแสดงหน้าที่ดีแล้ว ที่สำคัญยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของคนที่เกี่ยวข้อง เพื่อการยอมรับมาตรฐานอาชีพที่จะทำต่อไปด้วย
3 ขั้นตอนการ จัดทำหน่วยสมรรถนะ (Unit of Competence) และหน่วยย่อย (Elements)
หลังจากได้แผนภาพหน้าที่(Functional Map) ขั้นตอนต่อไปได้แก่ การจัดทำหน่วยสมรรถนะ (Unit of Competence) และหน่วยย่อย (Elements) ซึ่งหน่วยย่อยนี้จะเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของหน้าที่ (Function) นั้น ๆ โดยหน่วยย่อยนี้เมื่อรวมกันจะเป็นหน่วยสมรรถนะ (Unit) การเขียนหน่วยสมรรถนะ ไม่ใช่เรื่องง่ายและมักจะสับสนกันได้เสมอ เพราะบางครั้งการเขียนหน่วยสมรรถนะที่เล็กเกินไป ไม่สามารถเขียนหน่วยย่อยได้ ดังนั้นการเขียนหน่วยสมรรถนะและหน่วยย่อยจึงต้องอาศัยการวางขอบเขตหน้าที่ ที่เหมาะสม การเขียนหน่วยสมรรถนะที่ดี ต้องประกอบด้วย
1) เขียน ในรูปของ กริยา-กรรม-เงื่อนไข
2) ประกอบ ด้วยหน่วยย่อยที่อิสระต่อกัน รวมเข้าด้วยกัน
3) สามารถ ออกคุณวุฒิรับรองเฉพาะหน่วยสมรรถนะนี้ได้
4) สามารถ ปฏิบัติได้ด้วยคนหนึ่งคน
ส่วนการเขียนหน่วยย่อย (Elements) ต้องประกอบด้วย
1) เป็น หน่วยสุดท้ายของการวิเคราะห์หน้าที่
2) เขียน ในรูปของกริยา-กรรม-เงื่อนไข
3) สามารถ ปฏิบัติได้ด้วยคนหนึ่งคน
4) ประกอบ ด้วยเกณฑ์การปฏิบัติงาน (Performance Criteria) ขอบเขต (Range statement) หลักฐานการปฏิบัติงาน (Performance Evidence) หลักฐานความรู้ (Knowledge Evidence)
ข้อควรระวังในการจัดทำขั้นตอนนี้ ได้แก่
1) อย่าพยายามเริ่มต้นการ วิเคราะห์หน้าที่ (Functional Analysis) ด้วยการ กำหนดตำแหน่งของผู้ปฏิบัติงานก่อน หรือการจัดทำตามโครงสร้างขององค์กร (Organization Structure) เพราะชื่อตำแหน่งอาจมีชื่อเรียกที่เหมือนกัน แต่ทำหน้าที่แตกต่างกัน
2) อย่าเปรียบเทียบ การวิเคราะห์หน้าที่ (Functional Analysis) กับใบพรรณนาหน้าที่
(Job Description) เพราะในพรรณนาหน้าที่งานเขียนลักษณะขั้นตอนการปฏิบัติงาน แต่การวิเคราะห์หน้าที่เขียนกิจกรรมที่นำไปสู่ผล โดยไม่สนใจขั้นตอนการทำงาน และเวลาที่ใช้
3) การจัดทำการวิเคราะห์ หน้าที่ ไม่ใช่การจัดทำหลักสูตร แต่เป็นการเขียนสมรรถนะที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องทำให้สำเร็จ ถ้าคิดว่าเป็นการจัดทำหลักสูตร เพื่อสอนแก่นักเรียน จะทำให้ลดมาตรฐานลงไปในขั้นการเขียนเกณฑ์การปฏิบัติงาน (Performance Criteria)
4) พยายามใช้ภาษาที่ง่าย เสมอ เพราะมาตรฐานอาชีพนี้ต้องใช้ทั่วไปกับคนหลายระดับ การใช้ภาษาเทคนิคมากเกินไป จะทำให้ผู้ปฏิบัติสับสนได้
5) ถ้าพบหน่วยย่อย (Elements) เดียวกันแต่กระจายอยู่ในหลายหน่วยสมรรถนะ (Unit) ให้สันนิฐานว่าอาจจะเป็นงาน (Job) มากกว่าหน้าที่ (Function ) โดยรวมงานนี้เข้าด้วยกันเป็นหน่วยสมรรถนะใหม่
6) ตรวจสอบว่าทุกหน่วย ย่อย (Elements) ที่เขียนเป็นเมื่อปฏิบัติได้แล้วจะได้ตามหน้าที่ของหน่วยสมรรถนะ (Unit) และเมื่อปฏิบัติได้ทุกหน่วยสมรรถนะ (Unit) จะได้ตามหน้าที่ของบทบาทหลัก (Key Role)
4 ขั้นตอนการจัดทำ เกณฑ์การปฏิบัติงาน (Performance Criteria) และขอบเขต (Range Statement)
หลังจากได้หน่วยสมรรถนะและหน่วยย่อยแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญต่อมาก็คือ ขั้นตอนที่ต้องกำหนดผลลัพธ์ที่วัดได้ของแต่ละหน่วยย่อย โดยพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่สำคัญ มีข้อน่าสังเกตว่า ถ้าหน่วยย่อยไหนมีเกณฑ์การปฏิบัติงานน้อยเกินไป ตรวจสอบว่า สมควรเป็นหน่วยย่อยหรือไม่ แต่ถ้ามีเกณฑ์การปฏิบัติงานมากเกินไป อาจจะแยกได้เป็นอีกหน่วยย่อยได้หรือไม่
ส่วนการเขียนขอบเขต (Range Statement) มักสับสนเสมอ การเขียนขอบเขตคือการพยายามเขียนข้อจำกัดของการนำเอามาตรฐานอาชีพไปใช้ในการ ปฏิบัติจริง เพราะแต่ละสถานที่ แต่ละอุปกรณ์ และสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันจะก่อให้เกินผลการปฏิบัติที่ต่างกันได้ ดังนั้นการเขียนขอบเขตจึงเป็นการระบุถึงเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เช่น ประเภท อุปกรณ์ที่ใช้, ประเภทของการจัดการประเภทของการบริการ, กลุ่มลูกค้า, สิ่งแวดล้อม, กฎหมาย และอื่น ๆ
5 ขั้นตอนการตรวจสอบ
ขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบว่าหน่วยสมรรถนะและหน่วยย่อย (Unit Elements) ที่ ได้มานั้นครบถ้วนหรือไม่ ภาษาที่ใช้เขียนไม่เป็นภาษาเทคนิคมากเกินไป สามารถให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจได้ ตรวจสอบเกณฑ์การปฏิบัติงานและขอบเขตว่า ครอบคลุมเพียงพอหรือยังในขั้นตอนนี้อาจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรม ที่ไม่ได้เป็นผู้จัดทำมาตรฐานเข้าร่วมพิจารณาด้วย เพื่อให้ความเห็นเพื่อจะได้มาตรฐานที่สมบูรณ์ขึ้น และเป็นการสร้างการยอมรับจากคนในอาชีพด้วย
6 ขั้นตอนกำหนด ร่องรอยหลักฐาน (Evidence)
ขั้นตอนนี้เป็นการกำหนดว่าการประเมินของแต่ละหน่วยย่อยนั้น ต้องใช้หลักฐานอะไรเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ปฏิบัติสามารถทำได้จริงตามเกณฑ์ มาตรฐานการปฏิบัติงาน โดยขั้นตอนนี้เป็นแนวทางที่ผู้ทำหน้าที่ผู้ประเมิน (Assessor) จะนำเอาไปใช้เพื่อประเมินผู้ปฏิบัติงาน
7 ขั้นตอนการเขียน แนวทางการประเมิน
ขั้นตอนนี้เขียนเกี่ยวกับแนวทางที่จะใช้ประเมิน ผู้ปฏิบัติงานว่าจะใช้วิธีไหน อุปกรณ์ที่ใช้ และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้รับการประเมินจะต้องรับทราบก่อนเข้ารับการประเมิน
8 ขั้นตอนทดลองใช้ (Piloting)
ขั้นตอนนี้เป็นวิธีการเอาไปทดลองใช้ในสถานการณ์จริงและให้มีการประเมินผลการ ปฏิบัติงานจริง ๆ เพื่อพิจารณามาตรฐานอาชีพที่ทำขึ้นว่าเหมาะสมเพียงใด มีปัญหาต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร และเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้ประเมินก่อนประเมินจริง ซึ่งขั้นตอนนี้จะเอาไปใช้ในขอบเขตที่จำกัด
9 ขั้นตอนเอาไปใช้ เป็นมาตรฐาน
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยรวบรวมความคิดเห็น และสิ่งที่ต้องปรับปรุงจากขั้นตอนต้น ๆ เข้ามาทำให้สมบูรณ์ พร้อมกับเพิ่มเติมข้อมูล ระเบียบ กฎเกณฑ์ที่จำเป็นเข้าไปในมาตรฐานอาชีพที่ทำขึ้น เพื่อให้ได้มาตรฐานที่เรียบร้อยและที่สำคัญสะดวกกับผู้ใช้มาตรฐานด้วย
การที่อังกฤษนำเอาแนวคิดเรื่องสมรรถนะ (Competency) มาใช้เมื่อ ศตวรรษที่ 80 สะท้อนถึงการได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดของอเมริกาในขณะนั้น ที่มีการพูดเรื่องการทำงานที่มีประสิทธิภาพ โดยดูได้จากสมรรถนะของคนให้ได้ ตามมาตรฐานที่องค์กรกำหนด (Park : 1994) ที่เชื่อว่าจะทำอะไรก็ตามต้องกำหนดมาตรฐานขึ้นมาก่อน เมื่อได้มาตรฐานแล้ว โดยเขียนในรูปของเกณฑ์การปฏิบัติงาน (Performance Criteria) และเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ในสิ่งแวดล้อมและเงื่อนไขที่ต่างกัน จึงกำหนดในการเขียนเงื่อนไขในการปฏิบัติงาน (Range) ขึ้นมาซึ่งเป็นรูปแบบ
เบื้องต้นของการจัดทำมาตรฐานอาชีพ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าการวิเคราะห์อาชีพ (Functional Analysis)
0
comments
Posted in
หลายงานละเน้อ เดี๋ยวมา สรุปไว้นี่นะ แล้วมาทำด้วยเน้อ
ที่พอจำได้ นะ
ปรินท์ หน้า Blog
ประเด็นปฎิรูป
ละก้อ งานความคิดเห็นเน้อ
0
comments
Posted in
อ่านไรมา เจอไรมา ให้เอามาแปะไว้ที่นี่เลยนะ เตชิษฐ์ จะได้มีข้อมูลตอนทำ วิทยานิพนธ์ เน้อ

